วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เช้าวันศุกร์ แสนสุขใจ  > <



ตื่นเช้ารอกลับบ้านจ้าาาา....  (แต่ยังไม่รู้ท่านพ่อท่านแม่จะมารับกี่โมง > <)
    เมื่อวานหลังฝึกงาน  กลับมาจัดของ จัดห้อง "ให้เป็นระเบียบ"  :O

: ชินนี่อยู่รวมกันนะลูก  :]

 : เดี๋ยวกลับมอจะมาจัดให้น่ารักขึ้น(มั้ง) 

 : เครื่องสำอางค์  โอ๊ะ!! ดูดีอะ  555+

 : >////<


เฮ้อ +__+^ จะเป็นลม  กับการจัดห้องครั้งนี้  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นระเบียบได้กี่วัน
กี่เดือนน๊าาาา....เอิ๊กๆ

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทดลองฝึกงาน Summer 2012

"อยากลองหาประสบการณ์"
        "อยากรู้ว่าเค้าฝึกงานกับยังไง"
"อยากพบเจอผู้คน ที่เราไม่เคยรู้จัก"
         "ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆเหมือนทุกๆปี"
"อยากฝึกพูด มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นให้มากขึ้น"
          "อยากหาความรู้ใหม่ๆ
และปรับใช้ความรู้เดิมของเรา"
                 ฯลฯ
..........
              หลากหลายเหตุผล ที่ทำให้ตัดสินใจอยู่ฝึกงาน  เพราะเราจะขึ้นปี  4 แล้ว  อีกแปบก็จะไปฝึกสอน  ทุกปีที่ผ่านๆมา ตอนปิดเทอม  ก็นอนอยู่บ้านเฉยๆ  ดูทีวี ติดเกมส์งอมแงม  เพราะมันไม่มีอะไรทำ  แม่ด่าอีกต่างหากเพราะเล่นเกมส์ถึงตี 2 ตี 3  เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง  555+
              จริงๆแล้วความคิดเรื่องฝึกงาน  ก็พูดกับเพื่อนไว้ตั้งแต่จะจบปี 2 แล้วแหล่ะ แต่พอใกล้ปิดเทอมจริงๆ  มันก็อยากกลับบ้านนะ  คิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ  ฮ่าฮ่า..(น่าจะยังขี้เกียจมากกว่านะตอนนั้น)  ทีนี้พอปี 3 เทอม 2 เราก็พูดกับเพื่อนจริงๆจังๆว่า  เออ อยู่ฝึกงานกันเถอะ  ดีกว่ากลับบ้านไปให้แม่ด่า เอ๊ย ! ดีกว่าอยู่เฉยๆ  ไม่ค่อยได้ประโยชน์  อันนี้คือเหตุผลของเรานะ
แต่เหตุผลของเพื่อนอีกคนก็ไม่ค่อยแน่ใจ  ว่าอยากอยู่ฝึกงานเพราะอะไร...  > ..<

26 มี.ค. 2555
              เริ่มฝึกงานวันแรกพี่โน่งพาไปทำความรู้จักกับบุคลากรที่ทำงานในฝ่ายต่างๆ แนะนำสถานที่ พาไปพบผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนิสิต  ซึ่งท่านก็พูดคุยอย่างเป็นกันเอง  ให้คำแนะนำในการฝึกงาน  และหวังว่าจะนิสิตที่มาฝึกงานจะได้รับทั้งความรู้ทักษะ  ประสบการ์ณ์  ที่สามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตข้างหน้าได้  ^__^

27 มี.ค.  2555      
              วันนี้เริ่มทำงานเกี่ยวกับการหาข่าวทาง
Website เกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยนเรศวร  ข่าวการสมัครงาน  หรือข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ  เพื่อประชาสัมพันธ์ทาง Website http://www.sa.nu.ac.th  ซึ่งเป็น  Website ของกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร  เราก็ได้เห็นขั้นตอนของการหาข่าว  การเลือกข่าว  รวมถึงการนำข่าวมาลง  การใส่ภาพประกอบ การใส่Video ใส่โค้ดต่างๆ การอัพโหลดไฟล์ให้Downloads  ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ใหม่ๆที่ทำให้เข้าใจถึงกระบวนการประชาสัมพันธ์ข่าวทาง Website มากขึ้น

28 มี.ค.  2555
                พี่โน่งถามว่าอยากเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง  เช่น การทำ
Website  การตัดต่อ  กราฟิก    การถ่ายภาพ  ถ่ายVideo  ซึ่งเราก็อยากเรียนรู้ในทุกๆเรื่องเพราะเราก็อยากมีความสามารถที่หลากหลาย  และเรื่องเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์  ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกชอบอยู่แล้ว  สิ่งที่อยากเรียนรู้หลักๆก็คือการทำ Website  เพราะเรื่อง การตัดต่อการถ่ายภาพ กราฟิก ก็เคยทำมาบ้าง  รวมถึงถ่ายVideo  แต่ก็ยังไม่ชำนาญจึงอยากมาเรียนรู้เพิ่มเติมจากพี่ๆซึ่งมีทั้งประสบการณ์และความชำนาญ  วันนี้พี่โน่งจึงอธิบายเรื่องการทำ Website ว่าใช้โปรแกรมอะไรทำ  เช่น  โปรแกรม Dreamweaver ก่อนจะสร้าง Website เราต้องมีการวางแผน concept  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้เรามีเป้าหมาย  การกำหนดขนาดในส่วนต่างๆของหน้าจอ Website ที่เราจะทำ  อธิบายเสร็จพี่โน่งก็ให้ลองออกแบบและสร้าง  ซึ่งวันนี้ก็ได้รับความรู้เยอะเลยค่ะ  ในเรื่องที่เราอยากเรียนรู้และคิดว่ามันจะเป็นพื้นฐานที่ดีสามารถนำไปใช้พัฒนาเพื่อสร้าง Website  ที่อยากจะอยากจะทำต่อไปในอนาคต


29 มี.ค.  2555 
                ทำ
Website  ตามโครงร่างที่วางไว้ คือ ที่วางแผนไว้คืออยากทำ Website ชื่อ  Techno Social  ซึ่งเคยวางแผนไว้จากการเรียนที่คณะ  ก็คิดว่าอยากจะทำอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี  เป็นการรวบรวมข่าวสารเทคโนโลยี  ความบันเทิง  เทคนิคการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์  โทรศัพท์  การใช้อินเตอร์เน็ต  หรืออื่นๆอีกมากมาย  มีการติดต่อพูดคุยกันใน Website
  เป็นเหมือนสังคมของการแบ่งบันความรู้ เทคนิค ประสบการณ์  ความสนุก ของทุกคนที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี


.....ตอนแรกพี่แกจะให้ถ่ายรูป  แต่ไปๆมาๆพี่แกกลัวว่าเราตื่นเต้นมั้ง
เลยให้ไปยืนเป็น Background  ซะงั้น  *--*

2 เม.ย.  2555  



                ทำ Website  ซึ่งการออกแบบหน้าจอ  อยากให้ดูดึงดูดน่าสนใจ  ให้มีสีสันสบายๆ  และความclassicในตัว คืออยากให้ไม่ดูแบบมีอะไรรกรุงรังในหน้า Website จนเกินไป ให้มันดูเข้าใจง่าย  แบ่งแยกหัวข้อต่างๆชัดเจน ..แต่ก็นะ  ทำๆไปก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่น่าสนใจเท่าไร  แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆแก้  :]

 /  งานอีกอย่างของวันนี้คือ แกะเทปสัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับนิสิต อาจารย์ จากต่างประเทศเกี่ยวการเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 

3 เม.ย.  2555

เรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพ  ถ่าย Video  การตัดต่อด้วยโปรแกรม Corel Video Studio Pro x 4

4 เม.ย.  2555   

                ถ่ายภาพ และ
Video 
พร้อมลองตัดต่องานที่ถ่าย

10 เม.ย.  2555  


                ทำ
Website เพิ่มเติม โดยวางโครงร่างกราฟิก  ข้อความ   นำโค้ดนาฬิกามาแทรก  การcrop ภาพ  การจัดวางองค์ประกอบต่างๆไม่ให้องค์ประกอบเลื่อนขึ้นลงซึ่งสำคัญมากคือเราต้องกำหนดหน้าจอการทำงาน  ตำแหน่งต่างๆ ของ Website  ที่เราสร้างให้ชัดเจน

19 เม.ย.  2555 

                ตัดต่อ
Video  ในกิจกรรม AF ปฏิบัติการล่าฝัน @ Naresuan University

และเผยแพร่ทางเว็บกองกิจการนิสิต



____________________________________________________________________________________________

              หลังๆก็หาข่าวประชาสัมพันธ์ทางหน้าเวป  http://www.sa.nu.ac.th  นั่งตัดแปะสติกเกอร์วารสาร NU life  อยู่ 2-3วัน  เพราะมันเยอะม๊าก +..+ ปวดหลังจริงอะไรจริง  แต่แอบเสียดายนิดนึงคือยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องกราฟิกกับพี่โยเลย  เพราะพี่แกไปถ่ายงานที่ทะเลภาคใต้เกือบอาทิตย์แล้ว พี่แกยังไม่กลับมาเลยแหะ ..... ช่วงนี้ฝนตกยาวเลยจ๊ะ ศุกร์ เสาร์- ทิตย์ จันทร์ที่ 7 พ.ค. (หยุดชดเชยวันฉัตรมงคล)   เรารึก็คิดว่าวันนี้คือวันอังคารฝนมันจะตกอีก  ก็เลยลาหยุดทำงาน  นอนเพลินๆอยู่ห้องดีกว่า  (ความขี้เกียจเริ่มครอบงำ  555+)  ซึ่งจริงๆแล้ววันนี้แดดจ้ามากกกก  ฮ่าฮ่า

             ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว  >_<  วางแผนว่าจะให้พ่อขับรถพาเที่่ยว ไปถ่ายภาพ พักผ่อนร่างกายและจิตใจ  เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมอีกไม่ถึงเดือนแล้ว!!!  เวลามันช่างผ่านไปเร็วจริงๆ    แต่ก็ โอเค  เราถือว่าปีนี้ใช้เวลาคุ้มค่านิดนึง  ไม่ใช่อยู่บ้าน กินแล้วนอน  นอนแล้วก็กิน  เป็น "อึ่ง" นอนอืดอยู่บ้านเฉยๆ...อิอิ  :P  


โปรเจคงาน Animation ก่อนสอบ Final


           เป็นการใช้โปรแกรม Flash ทำ Animation  ส่งเป็นโปรเจคงานก่อนสอบ
อาจารย์สั่งให้ทำเป็นคู่ แต่จริงๆแล้วเราก็คิดว่าน่าจะให้ทำงานเดี่ยวมากกว่านะ
เพราะว่าแต่ละคนอาจจะอยากทำเนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน  แต่ก็นะ...ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่โหวตให้ทำเป็นคู่ก็ต้องตามเค้าไป  ซึ่งช่วงใกล้จะสอบเนี่ย  งานเยอะสุดๆ  วิชาโน้นก็สั่ง วิชานี่ก็สั่ง  แล้วมันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาพอสมควร  ก็เลยต้องแบ่งเวลาให้งานโน้นงานนี้ งานละกี่วันก็ว่ากันไป  งานอึ่งอ่างกับวัวนี่ ก็เหนื่อยนะ  เหนื่อยมากเลยแหล่ะ อดนอนหลายวันเลย  นั่งแก้ฉาก  ทำตัวละคร  ลงสีให้มันมีแสงเงาที่สวยงาม  ไม่เหมือนงานเด็กน้อยเกินไป

         และสิ่งที่ยากในงานนี้คือการวางตัวอึ่ง ตัววัว  ให้มันเข้ากับเนื้อเพลง  คือให้มันดำเนินไปตามเนื้อเพลงที่เค้าร้องนั่นแหล่ะ  เราต้องมาดูในเรื่องของเวลาของเพลงอย่างมาก  แก้แล้วแก้อีก  ว่าท่อนนี้เนื้อเรื่องมันเป็นอย่างไร  อึ่งจะกระโดดตอนไหน  จะโดนวัวเหยียบ..วินาทีที่เท่าไร  มันละเอียดพอสมควรเลย  แต่จากการแก้แล้วแก้อีก  งงแล้วงงอีก ของเรา ทำให้เราเข้าใจในเรื่อง จำนวนเฟรมกับเวลามากขึ้นนะ  ว่าเวลากี่วิ  เราจะต้องมีจำนวนเฟรมกี่เฟรมจึงจะพอดี  ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สำคัญในการทำ Animation   เพราะคนทำต้องรู้หลักของ  Frame per second (FPS) (เฟรม ต่อ วินาที) นั่งทำหลายวันเหมือนกันนะ  ประมาณ 5-6 วัน กับเรื่องนี้  อดหลับอดนอน กินแต่น้ำผลไม้เพราะไม่มีเวลาไปนั่งกินข้าวเลย  T^T

          แต่สุดท้ายแล้ว  เมื่อตอนเรานั่งดูผลงานของเรา  มันภูมิใจนะ  แม้มันอาจจะไม่ได้ดีเลิศ สมบูรณ์แบบ 100 %  แต่เราก็รู้สึกดีใจ ที่เราได้ทุ่มเทกับมันจริงๆ  อยากให้อาจารย์ หรือเพื่อนๆที่ได้ดูงานของเรา ไม่รู้สึกว่างานมันขาดคุณภาพ หรือไม่น่าดู  ไม่น่าสนใจเลย  คือให้เขาเห็นงานของเรา แล้วรู้สึกว่า เราตั้งใจกับมันจริงๆ  แค่นี้มันก็อิ่มใจแล้วหล่ะ  ^____^


"Preparing ASEAN"
CLAY ANIMATION - (Stop motion)



          นี่ก็เป็นอีกงานที่ต้องทำส่งก่อนสอบ  โปรเจคเกี่ยวกับ Animation อีกเหมือนเคย คือ ทำ stop motion  ซึ่งอันนี้ก็ทำเป็นกลุ่ม  มี4คน  พวกเราทำในเรื่อง เกี่ยวกับอาเซียนเพราะน่าสนใจดี  การทำงานครั้งนี้  ประทับใจนะ  ทำให้เราได้เห็นว่า  จริงๆแล้ว ทุกคนมีความสามารถเหมือนกันหมด  แต่เป็นความสามารถในเรื่องที่ต่างๆกัน  บางคนถนัดงานละเอียดอ่อน  บางคนถนัดงานเย็บปัก  บางคนก็ถนัดรับคำสั่ง  555+

           ทุกคนช่วยกันทำ  เราต้องเริ่มทำฉาก ปั้นตุ๊กตา  ตัดเย็บเสื้อผ้า  จัดสถานที่ หาอุปกรณ์เสริมประกอบฉาก  และสิ่งสำคัญที่ฉันได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้คือ  การทำ  Storyboard  สำคัญม๊ากกกกก  คือถ้าเราวางโครงเรื่อง  มีการวางแผนล่วงหน้า  ว่าเราจะทำอะไร วาดให้เห็นภาพออกมาเลย  เราก็จะมีกรอบเป็นแนวทางให้เราดำเนินงานได้ง่าย ไม่หลุดไปจากเนื้อเรื่องที่เราวางไว้   และ   Storyboard   มันก็สำคัญตอนเราจะนำภาพในแต่ละ Shot มาเรียงให้เป็นไปตามเนื้อเรื่อง

           สำหรับงานนี้ พวกเราเตรียมฉาก  ตัวละคร  ตัดเย็บเสื้อผ้า  ประมาณ 2วัน  ก่อนจะได้ถ่าย เพราะเราต้องมาคิดทำ Storyboard  และก็มีปัญหาเรื่องเราจะเคลื่อนไหวดินน้ำมันอย่างไร  เสื้อผ้าถ้าเป็นกระดาษมันก็คงจะขาดหมดแน่ๆ  +__+  ก็เลยตัดปัญหาโดยการตัดเย็บเสื้อผ้าใส่ให้ตัวละครดินน้ำมันซะเลย  :}  ปั้นตัวละคร ใส่เสื้อผ้าแล้วต้องเก็บเข้าตู้เย็นด้วย เพราะมันจะอ่อนเกินไป  จะยืน จะจับเดินลำบาก

            วันที่  3 ก็เริ่มถ่ายทีละ Shot  ถ่ายเสร็จ 2วัน  หนู๋ต้องกลับไปนั่งตัดต่อจ้า  555+  เราชอบนะทำงานตัดต่อ  ก็ไม่ได้สนุกหรอก มันเหนื่อย  ใช้เวลานาน(อดหลับอดนอนอีกตามเคย)  แต่พอเห็นผลงานแล้วมันชื่นจายยยย   ........ :]  ก็ตัดต่ออยู่หลายวันแล้วก็รีบส่งเพราะมันใกล้กำหนดแระ    ตัดต่องานนี้เรื่องเสียงเราไม่ได้ใส่เยอะเพราะภาพมันเยอะม๊ากกก   แค่มานั่งเรียงภาพ  คัดภาพทิ้ง  แต่งให้ภาพมันไม่สีตัดกันเกินไปเพราะบางภาพเราถ่ายกันตอนดึก  แสงมันจะต่างกันกับกลางวันเลยทีเดียว  แล้วเราต้องมาเรียงให้มันเป็นเนื้อเรื่องตาม Storyboard  ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อยให้มันเหมาะสมกับภาพที่เราถ่ายมา  ซึ่งโดยรวมงานนี้ก็สำเร็จเรียบร้อยเพราะความร่วมมือจากเพื่อนๆทุกคน  ตัวเราก็รู้สึกดีมากๆกับการทำงานครั้งนี้  \\^________^//

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism


ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism
     รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดของเพียเจท์ (Jean Piaget) เป็นการเรียนรู้แบบเดิมที่เราใช้กันมานาน คือ การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลและนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งรับข้อมูลได้มากเท่านั้น ซึ่งเสนอในรูปสมการลูกศรทางเดียวได้ดังนี้

S-------------------------------------> O

S (Stimulant) คือ แรงกระตุ้น อาจเป็นครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นนักเรียน
หรือผู้เรียน
O (Organism) คือ ผู้ที่ถูกกระตุ้น คือ นักเรียน หรือผู้เรียน

     จากสมการข้างต้น ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่อยู่นิ่งๆ (passive) หรือเป็นผู้ที่ถูกกระทำ ซึ่งผู้เรียนจะต้องพึ่งพาสิ่งที่มากระตุ้นก็คือครู ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้จากการที่ครูเป็นผู้ให้ความรู้และผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้อย่างเดียว หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เรียนเปรียบเสมือนกล่องเก็บของว่างๆ และครูจะเป็นผู้นำข้อมูลความรู้ต่างๆ มาใส่ให้ นี่คือการเรียนรู้แบบเดิม
   
     สำหรับการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism หรือการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง มองว่าการเรียนรู้แบบเดิมไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่การสอนให้เด็กเรียนรู้ เด็กไม่ได้เรียนรู้เอง ไม่ได้คิดเอง เราพบว่าการพัฒนาศักยภาพสมองไม่ใช่การให้เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องให้เด็กและครูเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
   
     ทฤษฎี constructivism หรือทฤษฎีการเรียนรู้แบบใหม่ คือ การสอนให้เด็กเรียนรู้เอง คิดเอง เด็กและครูจะเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตามทฤษฎีการเรียนรู้constructivism ผู้เรียนจะมีความสัมพันธ์กับผู้สอนดีกว่าการเรียนรู้รูปแบบเดิม เพราะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เรียนและผู้ทำหน้าที่สอน ซึ่งจะเสนอในรูปสมการลูกศรสองทางดังนี้

O<------------------------------------------> S
     จากสมการ O คือ ตัวนักเรียนหรือผู้เรียนที่เป็นตัวหลักที่มีสิ่งกระทำต่อตัว S คือ ครูหรือผู้สอนด้วย โดยมีลักษณะเป็นลูกศรสองทาง กล่าวคือ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อมีกิจกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่อยู่นิ่งๆ เหมือนกับในสมการแรกที่เป็นการเรียนรู้แบบเดิม หรือพูดง่ายๆ คือ ครูหรือผู้สอนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นหรือสิ่งที่กระทำต่อผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ผู้เรียนก็มีการกระทำต่อครูหรือผู้สอนด้วย นั่นคือผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครู มีการสัมพันธ์อย่าง
ไม่อยู่นิ่งทั้งสองฝ่ายเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้

ทฤษฎี Constructivism ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องความรู้จากกระบวนการเรียนรู้ ไว้ดังนี้
     ความรู้ประกอบด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่เดิม และเมื่อเราเรียนรู้ต่อไปความรู้เดิมก็จะถูกปรับเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนความรู้ต่างๆ ถือว่าเป็นการรับความรู้เข้ามาและเกิดการปรับเปลี่ยนความรู้ขึ้น เด็กจะมีการคิดที่ลึกซึ้งกว่าการท่องจำธรรมดา เพียงแต่เขาจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มา และสามารถที่จะสร้างความหมายใหม่ของความรู้ที่ได้รับมานั่นเอง


ประสบการณ์ใหม่ / ความรู้ใหม่ 
+
ประสบการณ์เดิม / ความรู้เดิม
=


องค์ความรู้ใหม่บุคคล

     บางครั้งเราคิดว่าถ้าเรามีหลักสูตรที่ดีพอและเต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถให้กับผู้เรียนได้มากที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้แล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถเรียนรู้ได้เองและเติบโตไปเป็นผู้ที่มีการศึกษา แต่ทฤษฎี constructivism กล่าวว่าหลักสูตรอย่างนั้นไม่ได้ผล นอกจากว่าผู้เรียนได้เรียนแล้ว สามารถคิดเองและสร้างมโนภาพความคิดด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพราะการให้แต่ข้อมูลกับผู้เรียน ไม่ได้ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมองของคนเรามีกระบวนการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นแล้วนำมาทำความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งจะต้องนำมาสร้างความรู้ ความรู้สึก และมโนภาพของเราเองด้วย
      ดังนั้นถ้าพูดถึงระบบการศึกษาแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้หมายความว่ามีอุปกรณ์การสอนแล้วเราละทิ้งให้ผู้เรียนเรียนไปคนเดียว แต่การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือ ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด หมายความว่าผู้เรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งกระตุ้น สิ่งกระตุ้นในที่นี้ หมายถึง ครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยชี้แนะแนวทางการคิดให้กับผู้เรียน นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้นต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างเป็นความรู้ขึ้นในสมอง
      ตัวกระตุ้นที่มีความสำคัญมากต่อการเกิดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism คือ ความรู้เกิดจากความฉงนสนเทห์ทางเชาวน์ปัญญา วิธีการที่เราสามารถทำให้ผู้เรียนอยากจะเรียนรู้คือมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้เรียนเกิดข้อสงสัยอยากรู้ และผู้เรียนต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์ที่อยากจะเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ทั้งนี้เพราะว่าเวลาคนเราเกิดความสงสัยเกี่ยวกับอะไร ก็มักจะเกิดข้อคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้น เป็นเป้าหมายที่จะทำให้ต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะตอบคำถามนั้นให้ ได้
      ดังนั้นครูจึงต้องพยายามดึงจุดประสงค์ ความต้องการ และเป้าหมายของผู้เรียนออกมาให้ได้ อาจจะโดยกำหนดหัวข้อหรือพูดคร่าวๆ ว่าเราจะศึกษาหรือเรียนรู้อะไรบ้าง เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางเข้าเมือง ให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายว่าเขาต้องการที่จะเรียนรู้อะไร มีคำถามอะไรบ้าง ซึ่งเป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนและทำให้ผู้เรียนพยายามที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น และมีความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
      อีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มนักจิตวิทยา ได้ให้ความคิดเห็นว่าความรู้มาจากการมีปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม จากการที่เราได้ทบทวนและสะท้อนกลับไปของความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราเข้าใจ
      กระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์กันเป็นสังคม กล่าวคือ ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ความรู้มาจากการที่คนอื่นได้แสดงออกของความคิดที่แตกต่างกันออกไป และกระตุ้นให้เราเกิดความสงสัย เกิดคำถามที่ทำให้เราอยากรู้เรื่องใหม่ๆ
     ดังนั้นการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ต้องมีสังคม ต้องดึงเอาความรู้เก่าออกมาและต้องให้ผู้เรียนคิดและแสดงออก ซึ่งจะทำได้เฉพาะกับสังคมที่มีการสนทนากัน แม้ว่าบางครั้งการสนทนาหรือการแสดงความคิดเห็นอาจจะไม่ตรงกันหรือมีความขัดแย้งกัน แต่ความขัดแย้งจะทำให้เราเกิดการพัฒนาและได้ทางเลือกใหม่จากที่คนอื่นเสนอ ฉะนั้นต้องทำให้ผู้เรียนได้แสดงออกมาว่ารู้อะไร และให้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนรู้โดยที่ครูหรือผู้สอนเป็นผู้ช่วยเหลือเขา
     สิ่งสำคัญมากประการหนึ่ง คือ ครูจะต้องมีเวลากลับไปทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการออกแบบชั้นเรียน และถ้าผู้เรียนสามารถสร้างวิธีการประเมินตนเองในการเรียนรู้ที่ผ่านมา ก็จะประเมินตนเองได้ว่าได้ทำอะไรเพิ่มเติมจากที่ครูประเมิน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ ของเขาและสะท้อนว่าเขาได้ เรียนอะไรและทำได้ดีเพียงไร

การออกแบบการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง
1. ผู้สอนต้องให้บริบทการเรียนรู้ที่มีความหมาย เพื่อสนับสนุน แรงจูงใจภายในของผู้เรียนและ การควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ของผู้เรียน
2. สร้างรูปแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จากสิ่งที่รู้แล้วไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ รูปแบบนี้จะคล้ายกับ ทฤษฎีการเรียนรู้ อย่างมีความหมาย ของออสซูเบล คือให้เรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์มาก่อนไปสู่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่
3. ให้เกิดความสมดุลระหว่างการเรียนรู้แบบอนุมาน (Deductive) และอุปมาน (Inductive) คือ เรียนจากเรื่องทั่วไปไปสู่เรื่อง เฉพาะเจาะจง และเรียนจากเรื่องเฉพาะหรือตัวอย่างต่างๆ ไปสู่หลักการ ให้มีอย่างสมดุลไม่มากน้อยกว่ากัน เพื่อให้รู้วิธีการเรียน ในการแก้ปัญหาทั้ง 2 แนวทาง
4. เน้นประโยชน์ของความผิดพลาด แต่ทั้งนี้การผิดพลาดนั้นจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป้า ประสงค์ของกิจกรรมนั้น ชัดเจน เพื่อผู้เรียนจะได้หาวิธีแก้ไขข้อผิดพลาดไสู่เป้าประสงค์นั้นได้ถูกต้อง
5. ให้ผู้เรียนคาดการณ์ล่วงหน้า และรักษาไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตามโอกาสอำนวยเนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้นี้ไม่ได้มี การกำหนดแนวทาง ความคิดอย่างแน่นอนตายตัว ดังนั้นผู้เรียนอาจ แสวงประสบการณ์การเรียนรู้ได้ ตามสภาพแวดล้อม หรือเหตุการณ์ที่อำนวยให้ หลักการนี้เหมาะสม สำหรับการออกแบบ การสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ ผ่านคอมพิวเตอร์